บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัย
การวิจัยครั้งนี้
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปนี้
1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม
1.1ความหายของทักษะทางสังคม
1.2ความสำคัญของทักษะทางสังคม
1.3ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม
1.4งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
2.1
ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
2.2 ความสำคัญ และ
ประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย
1.1
ความหมายพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย
จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าได้มีผู้ให้ความหมายของพัฒนาการทางสังคมไว้หลากหลายทัศนะด้วยกัน
กล่าวคือ
นกเนตร ธรรมบวร (2540: 97)
กล่าวว่า พัฒนาการทางสังคม หมายถึง การเรียนรู้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนรวมตลอดถึงความสามารถในการตอบสนองทางสังคมต่าง
ๆ เช่น มารยาทในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง
ๆ นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถในการเข้าใจในสถานการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้อื่น
การแก้ปัญหาต่าง ๆ และบทบาททางสังคม
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์
(2545: 101) ให้ความหมายของพัฒนาการทางสังคม ไว้ว่าพัฒนาการด้านสังคมหมายถึงพัฒนาการเรียนรู้ทางสังคมจากความรู้สึกผูกพัน
ใกล้ชิด ภายในครอบครัวที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองและการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น
ซึ่งเด็กระดับปฐมวัยสนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้นและเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
หากเด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกันหรือผู้อื่นมากขึ้นอีกทั้งได้รับการปลูกฝังลักษณะพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคม
เด็กย่อมสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและเรียนรู้บทบาทของตนเองในสังคมได้ดียิ่งขึ้น
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546:
127) กล่าวว่าพัฒนาการทางสังคมเป็นพัฒนาการของความสามารถแสดงพฤติกรรมต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแบบแผนที่สังคมยอมรับได้พฤติกรรมแสดงออกจะบ่งบอกให้เห็นถึงเจตคติและค่านิยมเฉพาะตนของบุคคลคนนั้น
ดังนั้น ความหมายของพัฒนาการทางสังคมสรุปได้ว่า เป็นการแสดงพฤติกรรมที่มีต่อผู้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การปรับตัวเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเป็นการดำรงชีวิตให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและมีความสุขในการใช้ชีวิต
1.2 ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
มีผู้กล่าวไว้หลายทัศนะ ดังนี้
พัชรี ผลโยธิน (2538: 2)
กล่าวว่า เด็กอนุบาลนั้นถ้ามีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นหรือผู้ใหญ่ เด็กจะยิ่งมีโอกาสเรียนรู้ความคิดเห็นของผู้อื่น
รู้จักแก้ไขปัญหาและเพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กด้านสังคมและสติปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้เพราะเด็กต่างกับผู้ใหญ่ตรงที่เด็กจะแสดงออกกับเพื่อนแต่ละคนอย่างเสมอภาค ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันอย่างอิสระ
ถ้าเปิดโอกาสเด็กอย่างต่อเนื่องเด็กจะเห็นว่าคนอื่นมีความคิด ความรู้สึกแตกต่างจากตนเองได้
และเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมของตนที่แสดงต่อคนอื่น
ชิคเคนแดนซ์
(สุทธิพรรณธีรพงศ์. 2534: 15; อ้างอิงมาจาก Chickendanz.
n.d. ) กล่าวว่าการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยเฉเพาะอย่างยิ่งการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน
จะทำให้เด็กได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติตน ซึ่งต่างจากพฤติกรรมที่ตนอยู่ที่บ้าน เพราะที่โรงเรียน
เด็กจะต้องเรียนรู้ว่าเขากำลังมีการแบ่งปัน ทั้งในด้านของพื้นที่วัสดุของเล่นเรียนรู้การทำงานร่วมกันกับเพื่อนต้องยอมรับฟังทัศนะของผู้อื่นเรียนรู้เรื่องของการให้ความร่วมมือซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำเด็กไปสู่วิธีการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นต่อไป
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2549, กรกฎาคม: 18-21) กล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้ความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่นและพร้อมที่จะแก้ไขพฤติกรรมการแสดงตนต่อผู้อื่นในทางที่ดี
เรียนรู้ที่จะห่วงใยผู้อื่นซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งสังคมของเด็กก้าวหน้าขึ้นตามลำดับจากบ้านสู่โรงเรียนและสู่ชุมชนนอกโรงเรียนที่เป็นสังคมไกลจากตัวเด็กออกไป
การมีสัมพันธภาพทางสังคมมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ การเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน
รวมทั้งมีความพึงพอใจในสัมพันธภาพทางสังคมที่ดีต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็ก
เด็กทุกคนต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ความสัมพันธ์ที่เด็กมีต่อเพื่อนจะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขามองโลกและตนเองอย่างไรถ้าเขารู้สึกมั่นคงในความสัมพันธ์กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
เขาก็จะรู้สึกว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่อบอุ่นน่าอยู่รู้สึกมั่นใจในตนเองและผู้อื่นด้วย
ซึ่งเด็กมีความต้องการที่จะเล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ต้องการความปลอดภัยการยอมรับกำลังใจ
และคำชมจากผู้ใหญ่ ต้องการความอิสระและความช่วยเหลือซึ่งเป็นลักษณะความต้องการทางสังคมของเด็ก
การจัดให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ให้เด็กได้แสดงออกทำให้เด็กเกิดการปรับตัวและปรับพฤติกรรมมีความภาคภูมิใจในตนเองอันนำไปสู่พฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์
ดังนั้น ความสำคัญของทักษะทางสังคมสรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยเขาจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและได้เรียนรู้การเข้าสังคม การปฏิสัมพันธ์จากการทำงานเป็นกลุ่มหรือกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งนับได้ว่าทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต การทำกิจกรรมรวมถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กปฐมวัย
1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพทางสังคมมีหลายทฤษฎี
แต่ที่เห็นเด่นชัด ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์สและทฤษฎีพัฒนาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวนทฤษฎีดังกล่าวสรุปได้ดังนี้
1.3.1
ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน (Erikson's Theory of Development)
อิริคสัน
(พรรณี ชูทัยเจนจิต. 2528: 68-71; อ้างอิงจาก Erikson. 1975)
เน้นถึงความสัมพันธ์ของบุคลิกภาพของมนุษย์ว่าจะพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในแต่ละช่วงอายุ
การพัฒนาที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิต ถ้าได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่บุคคลจะมีบุคลิกภาพดีและพร้อมที่จะพัฒนาขึ้นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งอีริคสันได้แบ่งระยะพัฒนาการทางสังคมไว้ 8
ระยะและที่เกี่ยวข้องกับช่วงปฐมวัยมี 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะความรู้สึกเชื่อมั่น
(The
Sense of Trust) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่างหลังคลอดจนถึง 1
ปีระยะนี้เด็กมีความสบายทางกายและได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ในยามที่เขาต้องการเด็กจะมีการปรับตัวที่ดีสามารถพัฒนาการความรู้สึกไว้วางใจขึ้นได้และในทางตรงกันข้ามถ้าทารกขาดความสุขทางกายขาดความรักความอบอุ่นก็จะเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองมีความกลัวและขาดความไว้วางใจผู้อื่น
2.
ระยะความต้องการทำหรือค้นหาด้วยตนเอง (The Sense of Autonomy) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่าง 1-3
ปีเป็นระยะที่เด็กเริ่มฝึกการขับถ่ายถ้าเด็กปฏิบัติได้ดีก็จะสามารถผ่านขั้นนี้ไปได้ด้วยดีเด็กจะเรียนรู้ในการรักษาความตั้งใจของตนเองและทำความตั้งใจให้เป็นจริงได้
3. ระยะการคิดริเริ่ม (The Sense
of Initiative) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่าง 3-6
ปีเด็กจะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนเองและสามารถแสดงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่าง
ๆ ได้เด็กสามารถพัฒนาความร่วมมือและการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดีได้ระยะนี้หากเด็กเกิดความกลัวเด็กจะยึดผู้ใหญ่เป็นที่พึ่งตลอดเวลาทำให้ความคิดจินตนาการและการพัฒนาทักษะทางสังคมถูก
จำกัด ลงไปด้วย (Maier. 1969: 32-35)
จากทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน
จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของบุคคล มีการพัฒนาเกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิต
ซึ่งถ้าบุคคลได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ จะทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี พร้อมที่จะพัฒนาขึ้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของบุคคลจึงควรได้รับการเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดี
เน้นความสัมพันธ์ของบุคลิกภาพของมนุษย์ในแต่ละช่วงของชีวิต
1.3.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์ส
(Havighursts
Theory of development)
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2537:
77-78) กล่าวว่า ฮาวิกเฮอร์ส (Havighurst) ได้รับอิทธิพลแนวความคิดจากอีริคสัน
(Erikson) เกี่ยวกับลักษณะของพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของบุคคลโดยเขาได้อธิบายว่าใน
แต่ช่วงวัยของชีวิตนั้นเป็นงานประจำ วันซึ่งเป็นงานที่เด็กแต่ละคนควรจะได้ทำในช่วงนั้น
ๆ ถ้าบุคคลใดไม่ประสบผลสำเร็จในงานนั้นจะมีผลต่อการปรับตัว ฮาวิกเฮอร์สได้แบ่งงานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมในวัยทารกและในวัยเด็กตอนต้นออกเป็น
3 ประการคือ
ประการที่ 1 เด็กสามารถมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความจริงทางสังคมและทางกายภาพซึ่งหมายถึงการที่เด็กมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเช่นพ่อแม่โรงเรียนครูและสิ่งต่างๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้องด้วย
ประการที่ 2
เด็กสามารถที่จะเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพี่น้องและบุคคลอื่น ๆ
รวมทั้งชอบเลียนแบบบุคคลอื่น
ประการที่ 3
เด็กสามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิดและเริ่มมีพัฒนาการทางจริยธรรม
จากทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์ส
จะเห็นได้ว่าลักษณะของพัฒนาการทางสังคมของบุคคลแต่ละช่วงวัยมีความสำคัญ โดยเป็นงานที่เด็กแต่ละคนควรจะได้ทำในช่วงนั้น
ๆ ซึ่งถ้าประสบผลสำเร็จจะมีผลต่อการปรับตัวในแต่ละช่วงวัยของชีวิต จึงควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
1.3.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวน
(Sullivan's
A Social Interpersonal Theory of Development)
ซัลลิแวน (ธ นาภรณ์ ธ
นิตย์ธีรพันธ์, 2547: 11-12; อ้างอิงจาก Sullivan)
ได้กำหนดขั้นพัฒนาการจากพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างบุคคล
และการเรียนรู้ที่เกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่ความมั่นคงและปลอดภัยซัลลิแวนแบ่งขั้นพัฒนาการออกเป็น
6 ขั้น คือ วัยทารก วัยเด็ก วัยเข้าโรงเรียน วัยก่อน วัยรุ่น วัยรุ่นตอนต้นและวัยรุ่นตอนปลายในที่นี้จะกล่าวถึงเพียง
2 ระยะ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ดังนี้
1. วัยเด็กเล็ก (Childhood)
อายุ 2-4 ปีเป็นระยะที่เด็กพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะทางภาษา ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้อย่างอิสระและกว้างขวางมากขึ้น
เด็กจะเรียนรู้วัฒนธรรมที่เขามีส่วนร่วมอยู่ เมื่อเด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารเขาก็จะเรียนรู้วิธีการที่จะปฏิบัติกับบุคคลอื่น
เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย เด็กเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกวิตกกังวลและสามารถขจัดความวิตกกังวลนั้นได้
2. วัยเข้าโรงเรียน (Juvenile
Era) อายุ 4-11 ปีระยะนี้เด็กเริ่มรู้จักตนเองและเห็นสิ่งต่าง ๆแตกต่างไปจากคนอื่นและมีความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่อื่น
ๆ นอกเหนือจากพ่อแม่ผู้ปกครองทำให้เด็กรู้จักสภาพความเป็นตัวแทนของเขาจากความสัมพันธ์ที่เขามีส่วนร่วมอยู่
(Dinkmeyer Dreikurs. 1963: 150-151)
ทฤษฎีพัฒนาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวน
ได้กำหนดขั้นพัฒนาการจากพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างบุคคล
และการเรียนรู้ที่เกิดจากตัวบุคคล กับสิ่งแวดล้อมเป็นระยะ ๆ ตามช่วงวัยของอายุ ดังนั้น
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมควรคำนึงถึงวัยและอายุของเด็กแต่ละบุคคล เพื่อส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
สามารถปรับตัวได้ดี เหมาะสมตามวัยในแต่ละช่วงอายุ
จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมข้างต้น สรุปได้ว่าพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยเกิดจากการเรียนรู้ประสบการณ์รอบ ๆ ตัว การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม ซึ่งสังคมของเด็กวัย 3-6 ปี เริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตนเองสามารถแสดงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ สามารถพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมให้เกิดการเรียนรู้ในการเข้าสังคม มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น รู้จักสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อน และปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
1.4
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
งานวิจัยในต่างประเทศ
วู๊ด (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 10; อ้างอิงจาก Wood. 1977:
4837) ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นที่ยอมรับของสังคม กับการมีอำนาจในสังคมของนักเรียนอนุบาลโดยใช้เด็กในโรงเรียนเอกชนจำนวน
25 คนเป็นกลุ่มตัวอย่างประชากรแยกเป็นเด็กชาย 15 และเด็กหญิง 10
คนที่ใช้ภาษาพูดเดียวกันเป็นคนระดับกลางเหมือนกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลแยกเป็น 2
ส่วนคือการมีอำนาจในสังคม ได้จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กแต่ละคนในช่วงที่เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเองรวมเวลาที่สังเกต
คนละ 120 นาที ส่วนพฤติกรรมการเป็นที่ยอมรับในสังคม คือ การเป็นผู้นำและผู้ตามในกลุ่มเพื่อนการแสดงความภาคภูมิใจต่อเพื่อนและการแสดงออกทั้งรักและเป็นศัตรูกับผู้ใหญ่ส่วนพฤติกรรมที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน
คือ การประจบผู้ใหญ่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ การใช้ผู้ใหญ่ให้เกิดอำนาจ และการแข่งขันในกลุ่มเพื่อน
บาร์-ทาล, และคนอื่น ๆ (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 10;
อ้างอิงจาก Bar-tal; et al. 1982: 396-402)
ได้ทำการศึกษาเชิงสังเกตพฤติกรรมการช่วยเหลือของเด็กปฐมวัยจำนวน 156
คนที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปีเด็กแต่ละคนได้รับการสังเกต 3 ครั้ง ๆ ละ 10
นาทีในระหว่างกิจกรรมการเล่นอิสระในการสังเกต ผู้สังเกตได้ลงรหัสพฤติกรรมการช่วยเหลือแต่ละอย่างที่เด็กแสดงออกมาไม่ว่าแสดงพฤติกรรมการช่วยเหลือนั้นจะเป็นพฤติกรรมที่เด็กได้แสดงออกมาจริง
ๆ หรือแสดงออกมาในการเล่นแบบสร้างจินตนาการผลการวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้วการช่วยเหลือของเด็กไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุ
แต่เด็กจะแสดงพฤติกรรมการช่วยเหลือในสถานการณ์ที่เป็นการเล่นแบบสร้างจินตนาการน้อยลง
พฤติกรรมการช่วยเหลือจริง ๆ
ออกมามากขึ้นและเด็กช่วยเหลือเพื่อนด้วยการปลอบใจในสถานการณ์จริง ๆ มากครั้งขึ้น
แต่การช่วยเหลือด้วยการให้สิ่งของแก่เพื่อนในสถานการณ์จริงน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น
ชวาร์ช; และคนอื่น ๆ (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 11; อ้างอิงจาก Schwarz; & others. 1974) ได้ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก 2 กลุ่มที่มีอายุระหว่าง 2-3 ปีกลุ่มละ 19 คนโดยใช้เด็กกลุ่มหนึ่งในศูนย์เด็ก (Nursery School) ที่ให้ประสบการณ์ทางสังคมและกระตุ้นการเรียนรู้จากการจัดสิ่งแวดล้อมและเด็กอีกกลุ่มเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านโดยเด็กทั้ง 2 กลุ่มมีภูมิหลังเหมือนกันหลังจากได้ศึกษาเป็นระยะเวลา 9 เดือน ผลจากการศึกษาปรากฏว่าเด็กที่อยู่ในศูนย์มีลักษณะของพัฒนาการทางกายภาษา และกล้าติดต่อกับบุคคลอื่นและกับผู้ใหญ่ ดีกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่เฉพาะที่บ้าน ทั้งนี้เพราะเด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กนั้นได้มีปฏิสัมพันธ์และใช้เวลาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กในวัยเดียวกัน
งานวิจัยในประเทศ
วาสนา บุญจันทร์ (2539:
บทคัดย่อ) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความสุภาพอ่อนน้อม
และความมีระเบียบวินัยต่ำในการจัดกิจกรรมเน้นสื่อแบบไทยในกิจกรรมวงกลม กิจกรรมศิลปศึกษาและกิจกรรมเล่นตามมุม
ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์ดังกล่าวมีพฤติกรรมทางสังคมด้านความอ่อนน้อมและความมีระเบียบวินัยสูงขึ้น
จิณณภัส ศรีทอง (2541: 56)
ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์มุมบล็อกแบบเต็มรูปแบบกับมุมบล็อกแบบปกติ
ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์มุมบล็อกแบบเต็มรูปแบบและมุมบล็อกแบบปกติ
มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและความมีระเบียบวินัยสูงขึ้น
วราภรณ์ ปานทอง (2548: 61)
ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติธรรมประกอบการเล่นบทบาทสมมติ
ผลการวิจัยพบว่าในแต่ละช่วงสัปดาห์เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมโดยเฉลี่ยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01
กาญจนา สิงหเรศร์ (2551:
72)
ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารแบบร่วมมือที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร
แบบร่วมมือ มีพฤติกรรมทางสังคมด้านการช่วยเหลือ การแบ่งปัน
และการรับผิดชอบสูงขึ้น
ลักคะณา เสโนฤทธิ์ (2551:
69) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการศึกษา
มีพฤติกรรมทางสังคม ด้านการช่วยเหลือ การแบ่งปัน และการยอมรับสูงขึ้น
จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพทางสังคมสามารถกระทำได้หลายแนวทาง โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมและดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
2.1
ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
มีผู้กล่าวถึงความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้
เลิศ อานันทนะ (2535: 44)
กล่าวว่าศิลปศึกษา (Art Education) หมายถึงการนำกิจกรรมศิลปะมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ
แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นศิลปินหรือจิตรกร (Artist)
วิรุณ ตั้งเจริญ (2525:
28-29) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยแสดงความคิดสร้างสรรค์
ฝึกประสาทสัมผัส และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคมสติปัญญา
รวมทั้งช่วยให้เด็กมีสุขภาพที่ดีเกี่ยวกับการกิน เล่น ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างถูกต้อง
เยาวพา เดชะคุปต์ (2528:
36-38) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก
ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กัน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน และมีโอกาสพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอ่าน
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยสามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ออกมาในลักษณะของผลงานแบบต่าง ๆ ตามวัยและพัฒนาการ โดยมิได้คาดหวังว่าเติบโตขึ้นจะต้องเป็นศิลปินหรือจิตรกร แต่ทั้งนี้กิจกรรมจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ได้ฝึกประสาทสัมผัส การใช้กล้ามเนื้อเล็กและเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ๆ
2.2
ความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีความสำคัญและให้ประโยชน์กับมนุษย์เป็นอย่างมากซึ่งมีผู้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ดังนี้
โลเวนเฟลด์ (บุศรินทร์ สิริปัญญาธร, 2541: 26; อ้างอิงจาก Lowenfeld. 1970: 29) กล่าวว่า ผลสะท้อนจากการทำงานศิลปะทำให้ทราบถึงการเจริญเติบโตของเด็ก
สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เขาอยู่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็กและก่อให้เกิดการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์
ราศี ทองสวัสดิ์ (2529:
103-104) กล่าวว่า กิจกรรมสร้างสรรค์หรือศิลปะสำหรับเด็ก มิได้มีจุดมุ่งหมายให้เด็กทำงานเพื่อความสวยงามหรือทำให้เหมือนจริง
แต่ต้องการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงการฝึกประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เพื่อเป็นพื้นฐานการเขียนที่ดี
ตลอดจนช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจให้เด็กมีความเพียร อดทน มีสมาธิในการทำงาน และรู้จักรับผิดชอบการทำงานเป็นกลุ่มช่วยให้เด็กเรียนรู้การเข้าสังคมการแบ่งปัน
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาทำให้เด็กรู้จักคิด มีเหตุผลในการทำงานจึงควรให้กำลังใจใน
การทำงานกับเด็กอย่างสม่ำเสมอให้เด็กเกิดความมั่นใจกล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างเต็มที่
วิรุณ ตั้งเจริญ (2535 ก:
241-244) กล่าวว่า ศิลปศึกษามีส่วนสร้างเสริมลักษณะนิสัยให้แก่เด็กปฐมวัยด้านต่าง
ๆ ดังนี้
1.
สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านการแสดงออก ศิลปะเป็นกระบวนการที่ต้องตัดสินใจเสนอความคิดตัดสินใจที่จะกระทำและแสดงออกมาตามความคิด
2.
สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งดูจะพร้อมมูลด้วยวิถีทางสำหรับการสั่งสมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย
3.
เสริมสร้างลักษณะนิสัยด้านการจินตนาการสิ่งต่าง ๆ
ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาย่อมเริ่มต้นด้วยการจินตนาการก่อนซึ่งเป็นเรื่องของการคาดหวังจะ
ผลักดันไปสู่การคิดคำนึงที่กว้างไกล
4.
สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านสุนทรียภาพ ผู้ที่มีสุนทรียภาพอยู่ในตัวจึงพร้อมที่จะรับรู้และซาบซึ้งต่อคุณค่าทางด้านต่าง
ๆ ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว
5.
สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความประณีต ศิลปะต้องใช้ความพยายาม การสังเกตและความประณีตเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา
6. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการทำงาน
ศิลปะเป็นการเริ่มต้นให้เด็กมีนิสัยรักการทำงานเป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติด้วยมือ ต้องอาศัยความรัก
ความพยายาม เมื่องานเสร็จเด็กจะภูมิใจ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เขากระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นต่อไป
7.
สร้างเสริมลักษณะนิสัยในการทำงานร่วมกัน การทำงานศิลปะจะต้องมีการพูดคุยปรึกษาหารือหยิบยื่นสิ่งต่าง
ๆ ต่อกัน ปัจจุบันครูนิยมจัดกิจกรรมรวมกลุ่มซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กต้องคิดวางแผนและทำงานร่วมกัน
เบญจา แสงมล (2545: 63)
กล่าวว่า กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านสังคม ขณะเด็กเลือกกิจกรรมที่พอใจและรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อย
ๆ ตามความสนใจที่คล้ายคลึงกันในการร่วมกระทำกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่ม เด็กจะรู้จักการแบ่งปันเครื่องมือเครื่องใช้ความคิดเห็น
การตัดสินใจและการให้การยอมรับนอกจากนั้นยังเรียนรู้สิทธิความเป็นเจ้าของข้อคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่น
เด็กจะมีกิริยาสัมพันธ์ต่อกัน เรียนรู้การเป็นผู้นำผู้ตาม และเรียนรู้ความสำคัญของการร่วมมือกัน
และควบคุมตนเองเด็กจะได้รับคุณค่าเหล่านี้หล่านี้เมื่อเด็กมีอิสระในการเลือกวัสดุและการใช้สิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองตามถนัด
เลิศ อานันทนะ (2535:
44-48) กล่าวถึง การที่เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้วยศิลปะที่เหมาะสม จะสามารถส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง
ๆ ดังนี้
1. พัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ
การที่เด็กได้สำรวจทดลองค้นคว้ากับวัสดุนานาชนิดเด็กจะมีการแก้ปัญหา เลือกสรร ตัดสินใจ
วางแผนลงมือกระทำจริง รวมทั้งการวิจารณ์และการประเมินค่าในผลงานที่ตนแสดงออกจนสำเร็จขึ้นมา
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ได้ตอบสนองต่อลักษณะนิสัยของเด็กที่อยากรู้ อยากเห็น และยั่วยุ
ท้าทาย ทำให้เด็กแสดงออกอย่างอิสระเสรีภายใต้บรรยากาศที่สนุกสนานเพลิดเพลิน
2. พัฒนาการทางด้านร่างกายส่งเสริมพัฒนาการการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กันระหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือและประสาทตาทำให้อวัยวะต่าง
ๆ ของร่างกายมีความแข็งแรงมีทักษะในการทำงานที่คล่องตัวดีขึ้น
3. พัฒนาการทางด้านอารมณ์ทำให้เด็กมีอารมณ์ชื่นบานสนุกสนานยิ่งเด็กประสบผลสำเร็จในงานที่ลงมือทำก็ยิ่งทำให้เด็กเชื่อมั่นในตนเองบนพื้นฐานของความรักและความรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองส่งผลให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถมองโลกที่สวยงามด้วยสายตาที่สวยงาม
สดใส ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีงามต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
4.
พัฒนาการด้านสังคมการจัดกิจกรรมทางด้านศิลปะเพื่อพัฒนาการทางสังคมให้แก่เด็กอย่างเหมาะสม
ได้แก่ การจัดกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Group Process) ทำให้เด็กเรียนรู้และฝึกหัดด้านสังคมเช่น
การวางแผนงาน หรือปรึกษาหารือ การร่วมมือร่วมใจการประนีประนอมแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ฯลฯ
มีผลให้เด็กลดความต้องการของตนเองเมื่อต้องการอยู่ร่วมในการทำงานร่วมกับเพื่อนหรือพี่น้องของตนที่แต่ละคนมีความสนใจแตกต่างกันการ
จากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญาและสังคม โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสังคมซึ่งเด็กมีโอกาสสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อน ๆ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักให้ความร่วมมือมี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจแบ่งปัน ฝึกนิสัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และรู้จักรับผิดชอบรู้บทบาทหน้าที่ของตนและผู้อื่นสามารถปรับตัวทำงานและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเป็นกลุ่ม
งานวิจัยต่างประเทศ
คอมพ์ตัน (เสาวนีย์รื่นสุข.
2552: 37;
อ้างอิงจาก Compton. 1968: 164-A) ศึกษา: กิจกรรมประเภทระดมสมองกับนิสิตมหาวิทยาลัยและสรุปผลการศึกษาไว้ว่า กิจกรรมประเภทระดมสมองสามารถเพิ่มความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์ได้
โรเจอร์ส
(เพียงจิตโรจน์ศุภรัตน์, 2531: 36; อ้างอิงจาก
Rogers. 1970: 121-122) กล่าวอ้างถึงผลการวิจัยที่พบว่า การทำงานกิจกรรมร่วมกับกลุ่มจะให้ผลส่งเสริมทางด้านจิตวิทยามากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการรับรู้
ทางด้านความรู้สึก มีการตระหนักถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นมากขึ้นยอมรับตนเอง
พัฒนาในเรื่องของคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง และมีความมั่นคงยิ่งขึ้นในด้านทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น
ได้แก่ การใช้อำนาจน้อยลง มีการยอมรับผู้อื่นมากขึ้น และมีความรู้สึกพึ่งพาซึ่งกันและกัน
เชื่อในความสามารถของบุคคลมีการแก้ปัญหาโดยการทำงานเป็นกลุ่ม
แมรี่ (เสาวนีย์รื่นสุข. 2552: 37; อ้างอิงจาก Mary, 1981: 4603) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มในแง่ของความถี่ของพฤติกรรมและระยะเวลาของการปฏิสัมพันธ์และวิธีการเข้ากลุ่มเพื่อน รวมทั้งความรู้และการเข้ากลุ่มไม่ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 4 ปีจำนวน 40 คนเป็นชาย 20 และหญิง 20 คนวิธีศึกษาใช้เทคนิคสังคมมิติบันทึกพฤติกรรมขณะเด็กเล่นด้วยวีดีโอเทปคนละ 1 นาทีแล้วนำมาตีความ จากนั้นนำมาจัดเป็นประเภทพฤติกรรม ผลการวิจัยปรากฏว่าเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนมาก มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าใช้เวลาในการปฏิสัมพันธ์ยาวนานกว่าเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนน้อย เด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนจะใช้พฤติกรรมปฏิสัมพันธ์หลายวิธีและวิธี การที่เข้ากลุ่มแล้วไม่ได้ผลน้อยกว่าเด็กที่มีความสามารถน้อยกว่าและใช้พฤติกรรมทางบวกมากกว่า ส่วนเด็กที่มีความสามารถน้อยกว่า จะมีวิธีการทางลบมากกว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของวิธีการที่ใช้ในการเข้ากลุ่มเพื่อนในแง่ของวิธีการทางลบกับวิธีการที่ไม่ได้ผล
งานวิจัยในประเทศ
สุนีย์รัตน์ ฤทธิ์ธงชัยเลิศ
(2530: ฉ)
ศึกษาผลจากการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ในการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กชั้นป.
5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันผลปรากฏว่า 1)
หลังจากการทดลองนักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์มีความเชื่อมั่นในตนเอง
สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้เรียนโดยใช้กลุ่มสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
05 2)
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงและต่ำของกลุ่มทดลองมีความเชื่อมั่นสูงกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนสูงและต่ำของกลุ่มควบคุม
จงใจ ชัยกิจ (2530: 122)
ศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กระดับอนุบาลปีที่ 2
ที่เรียนวิชาศิลปศึกษาโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ กับการสอนตามแผนการจัดประสบการณ์ผลปรากฏว่านักเรียนที่เรียนวิชาศิลปศึกษาโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่เรียนศิลปศึกษาตามแผนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01
เพียงจิต โรจน์ศุภรัตน์
(2531: บทคัดย่อ)
ศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ระหว่างเด็กปฐมวัยที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับเป็นรายบุคคล
ผลปรากฏว่าความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นรายบุคคลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01
และความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นรายบุคคลภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01
อารี เกษมรัติ (2533:
80-81)
ทำการศึกษาผลการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มและกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ปกติที่มีต่อความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันและแบบรักทะนุถนอมพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันและแบบรักทะนุถนอม
ที่ทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่าเด็กที่ทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01 และ. 05
ทองคำ บุญประเสริฐดี (2535:
131-136) ศึกษาการทดลองใช้วิธีการกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาและความสามารถทางสังคมของเด็กระดับก่อนประถมศึกษาพบว่า
1)
เด็กก่อนประถมศึกษาที่ได้รับการสอนโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มีความสามารถทางสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01 2) เด็กก่อนประถมศึกษาที่มีระดับอายุต่างกัน เมื่อได้รับการสอนด้วยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ความสามารถทางสติปัญญาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.
01
จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกิจกรรมเป็นกลุ่มสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมกลุ่มสามารถช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับผู้อื่น
และเกิดพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เช่นพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ พฤติกรรมทางด้านสังคมโดยเฉพาะพฤติกรรมทางด้านสังคมเด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม
ทำให้เด็กได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
มีความเป็นผู้นำผู้ตาม รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือและวางแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
จากที่ศึกษามาทั้งหมดสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการวาดภาพต่อเติมจากภาพปะติดเป็นกลุ่มเป็นอีกแนวทางเลือกหนึ่งที่ให้เด็กได้ร่วมเรียนรู้การทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมศิลปะการวาดภาพต่อเติมจากรูปภาพปะติดที่กำหนดให้เป็นสื่อในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความสนใจพื้นฐานของเด็กในการวาดภาพต่อเติมตามจินตนาการของแต่ละคนผ่านกระบวนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เปิดโอกาสให้ร่วมพูดคุย แสดงความคิดเห็นและบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยการแสดงท่าทางที่เป็นมิตรต่อกัน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน รู้จักช่วยเหลือและแบ่งปันวัสดุอุปกรณ์ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้การปรับตัวเพื่อร่วมทำงานกับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยครูเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพทางสังคมที่ดีต่อกันในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประสบผลสำเร็จ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น