วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564


บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปนี้

1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม

        1.1ความหายของทักษะทางสังคม

        1.2ความสำคัญของทักษะทางสังคม

        1.3ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม

        1.4งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคม

2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

        2.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

2.2 ความสำคัญ และ ประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย

1.1 ความหมายพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย

จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าได้มีผู้ให้ความหมายของพัฒนาการทางสังคมไว้หลากหลายทัศนะด้วยกัน กล่าวคือ

นกเนตร ธรรมบวร (2540: 97) กล่าวว่า พัฒนาการทางสังคม หมายถึง การเรียนรู้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนรวมตลอดถึงความสามารถในการตอบสนองทางสังคมต่าง ๆ เช่น มารยาทในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถในการเข้าใจในสถานการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้อื่น การแก้ปัญหาต่าง ๆ และบทบาททางสังคม

สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2545: 101) ให้ความหมายของพัฒนาการทางสังคม ไว้ว่าพัฒนาการด้านสังคมหมายถึงพัฒนาการเรียนรู้ทางสังคมจากความรู้สึกผูกพัน ใกล้ชิด ภายในครอบครัวที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองและการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ซึ่งเด็กระดับปฐมวัยสนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้นและเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น หากเด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกันหรือผู้อื่นมากขึ้นอีกทั้งได้รับการปลูกฝังลักษณะพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคม เด็กย่อมสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและเรียนรู้บทบาทของตนเองในสังคมได้ดียิ่งขึ้น

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546: 127) กล่าวว่าพัฒนาการทางสังคมเป็นพัฒนาการของความสามารถแสดงพฤติกรรมต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแบบแผนที่สังคมยอมรับได้พฤติกรรมแสดงออกจะบ่งบอกให้เห็นถึงเจตคติและค่านิยมเฉพาะตนของบุคคลคนนั้น

ดังนั้น ความหมายของพัฒนาการทางสังคมสรุปได้ว่า เป็นการแสดงพฤติกรรมที่มีต่อผู้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การปรับตัวเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเป็นการดำรงชีวิตให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและมีความสุขในการใช้ชีวิต

1.2 ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

ทักษะทางสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีผู้กล่าวไว้หลายทัศนะ ดังนี้

พัชรี ผลโยธิน (2538: 2) กล่าวว่า เด็กอนุบาลนั้นถ้ามีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นหรือผู้ใหญ่ เด็กจะยิ่งมีโอกาสเรียนรู้ความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักแก้ไขปัญหาและเพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กด้านสังคมและสติปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะเด็กต่างกับผู้ใหญ่ตรงที่เด็กจะแสดงออกกับเพื่อนแต่ละคนอย่างเสมอภาค ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันอย่างอิสระ ถ้าเปิดโอกาสเด็กอย่างต่อเนื่องเด็กจะเห็นว่าคนอื่นมีความคิด ความรู้สึกแตกต่างจากตนเองได้ และเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมของตนที่แสดงต่อคนอื่น

ชิคเคนแดนซ์ (สุทธิพรรณธีรพงศ์. 2534: 15; อ้างอิงมาจาก Chickendanz. n.d. ) กล่าวว่าการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยเฉเพาะอย่างยิ่งการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน จะทำให้เด็กได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติตน ซึ่งต่างจากพฤติกรรมที่ตนอยู่ที่บ้าน เพราะที่โรงเรียน เด็กจะต้องเรียนรู้ว่าเขากำลังมีการแบ่งปัน ทั้งในด้านของพื้นที่วัสดุของเล่นเรียนรู้การทำงานร่วมกันกับเพื่อนต้องยอมรับฟังทัศนะของผู้อื่นเรียนรู้เรื่องของการให้ความร่วมมือซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำเด็กไปสู่วิธีการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นต่อไป

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2549, กรกฎาคม: 18-21) กล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้ความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่นและพร้อมที่จะแก้ไขพฤติกรรมการแสดงตนต่อผู้อื่นในทางที่ดี เรียนรู้ที่จะห่วงใยผู้อื่นซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งสังคมของเด็กก้าวหน้าขึ้นตามลำดับจากบ้านสู่โรงเรียนและสู่ชุมชนนอกโรงเรียนที่เป็นสังคมไกลจากตัวเด็กออกไป การมีสัมพันธภาพทางสังคมมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ การเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน รวมทั้งมีความพึงพอใจในสัมพันธภาพทางสังคมที่ดีต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็ก เด็กทุกคนต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ความสัมพันธ์ที่เด็กมีต่อเพื่อนจะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขามองโลกและตนเองอย่างไรถ้าเขารู้สึกมั่นคงในความสัมพันธ์กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาก็จะรู้สึกว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่อบอุ่นน่าอยู่รู้สึกมั่นใจในตนเองและผู้อื่นด้วย ซึ่งเด็กมีความต้องการที่จะเล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ต้องการความปลอดภัยการยอมรับกำลังใจ และคำชมจากผู้ใหญ่ ต้องการความอิสระและความช่วยเหลือซึ่งเป็นลักษณะความต้องการทางสังคมของเด็ก การจัดให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ให้เด็กได้แสดงออกทำให้เด็กเกิดการปรับตัวและปรับพฤติกรรมมีความภาคภูมิใจในตนเองอันนำไปสู่พฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์

ดังนั้น ความสำคัญของทักษะทางสังคมสรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยเขาจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและได้เรียนรู้การเข้าสังคม การปฏิสัมพันธ์จากการทำงานเป็นกลุ่มหรือกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งนับได้ว่าทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต การทำกิจกรรมรวมถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กปฐมวัย

1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพทางสังคมมีหลายทฤษฎี แต่ที่เห็นเด่นชัด ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์สและทฤษฎีพัฒนาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวนทฤษฎีดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

1.3.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน (Erikson's Theory of Development)

อิริคสัน (พรรณี ชูทัยเจนจิต. 2528: 68-71; อ้างอิงจาก Erikson. 1975) เน้นถึงความสัมพันธ์ของบุคลิกภาพของมนุษย์ว่าจะพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในแต่ละช่วงอายุ การพัฒนาที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิต ถ้าได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่บุคคลจะมีบุคลิกภาพดีและพร้อมที่จะพัฒนาขึ้นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอีริคสันได้แบ่งระยะพัฒนาการทางสังคมไว้ 8 ระยะและที่เกี่ยวข้องกับช่วงปฐมวัยมี 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะความรู้สึกเชื่อมั่น (The Sense of Trust) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่างหลังคลอดจนถึง 1 ปีระยะนี้เด็กมีความสบายทางกายและได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ในยามที่เขาต้องการเด็กจะมีการปรับตัวที่ดีสามารถพัฒนาการความรู้สึกไว้วางใจขึ้นได้และในทางตรงกันข้ามถ้าทารกขาดความสุขทางกายขาดความรักความอบอุ่นก็จะเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองมีความกลัวและขาดความไว้วางใจผู้อื่น

2. ระยะความต้องการทำหรือค้นหาด้วยตนเอง (The Sense of Autonomy) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่าง 1-3 ปีเป็นระยะที่เด็กเริ่มฝึกการขับถ่ายถ้าเด็กปฏิบัติได้ดีก็จะสามารถผ่านขั้นนี้ไปได้ด้วยดีเด็กจะเรียนรู้ในการรักษาความตั้งใจของตนเองและทำความตั้งใจให้เป็นจริงได้

3. ระยะการคิดริเริ่ม (The Sense of Initiative) อายุของเด็กระยะนี้อยู่ระหว่าง 3-6 ปีเด็กจะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนเองและสามารถแสดงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เด็กสามารถพัฒนาความร่วมมือและการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดีได้ระยะนี้หากเด็กเกิดความกลัวเด็กจะยึดผู้ใหญ่เป็นที่พึ่งตลอดเวลาทำให้ความคิดจินตนาการและการพัฒนาทักษะทางสังคมถูก จำกัด ลงไปด้วย (Maier. 1969: 32-35)

จากทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอิริคสัน จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของบุคคล มีการพัฒนาเกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิต ซึ่งถ้าบุคคลได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ จะทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี พร้อมที่จะพัฒนาขึ้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของบุคคลจึงควรได้รับการเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดี เน้นความสัมพันธ์ของบุคลิกภาพของมนุษย์ในแต่ละช่วงของชีวิต

1.3.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์ส (Havighursts Theory of development)

พรรณี ชูทัย เจนจิต (2537: 77-78) กล่าวว่า ฮาวิกเฮอร์ส (Havighurst) ได้รับอิทธิพลแนวความคิดจากอีริคสัน (Erikson) เกี่ยวกับลักษณะของพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของบุคคลโดยเขาได้อธิบายว่าใน แต่ช่วงวัยของชีวิตนั้นเป็นงานประจำ วันซึ่งเป็นงานที่เด็กแต่ละคนควรจะได้ทำในช่วงนั้น ๆ ถ้าบุคคลใดไม่ประสบผลสำเร็จในงานนั้นจะมีผลต่อการปรับตัว ฮาวิกเฮอร์สได้แบ่งงานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมในวัยทารกและในวัยเด็กตอนต้นออกเป็น 3 ประการคือ

ประการที่ 1 เด็กสามารถมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความจริงทางสังคมและทางกายภาพซึ่งหมายถึงการที่เด็กมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเช่นพ่อแม่โรงเรียนครูและสิ่งต่างๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้องด้วย

ประการที่ 2 เด็กสามารถที่จะเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพี่น้องและบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งชอบเลียนแบบบุคคลอื่น

ประการที่ 3 เด็กสามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิดและเริ่มมีพัฒนาการทางจริยธรรม

จากทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของฮาวิกเฮอร์ส จะเห็นได้ว่าลักษณะของพัฒนาการทางสังคมของบุคคลแต่ละช่วงวัยมีความสำคัญ โดยเป็นงานที่เด็กแต่ละคนควรจะได้ทำในช่วงนั้น ๆ ซึ่งถ้าประสบผลสำเร็จจะมีผลต่อการปรับตัวในแต่ละช่วงวัยของชีวิต จึงควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น

1.3.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวน (Sullivan's A Social Interpersonal Theory of Development)

ซัลลิแวน (ธ นาภรณ์ ธ นิตย์ธีรพันธ์, 2547: 11-12; อ้างอิงจาก Sullivan) ได้กำหนดขั้นพัฒนาการจากพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างบุคคล และการเรียนรู้ที่เกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่ความมั่นคงและปลอดภัยซัลลิแวนแบ่งขั้นพัฒนาการออกเป็น 6 ขั้น คือ วัยทารก วัยเด็ก วัยเข้าโรงเรียน วัยก่อน วัยรุ่น วัยรุ่นตอนต้นและวัยรุ่นตอนปลายในที่นี้จะกล่าวถึงเพียง 2 ระยะ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ดังนี้

1. วัยเด็กเล็ก (Childhood) อายุ 2-4 ปีเป็นระยะที่เด็กพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะทางภาษา ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้อย่างอิสระและกว้างขวางมากขึ้น เด็กจะเรียนรู้วัฒนธรรมที่เขามีส่วนร่วมอยู่ เมื่อเด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารเขาก็จะเรียนรู้วิธีการที่จะปฏิบัติกับบุคคลอื่น เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย เด็กเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกวิตกกังวลและสามารถขจัดความวิตกกังวลนั้นได้

2. วัยเข้าโรงเรียน (Juvenile Era) อายุ 4-11 ปีระยะนี้เด็กเริ่มรู้จักตนเองและเห็นสิ่งต่าง ๆแตกต่างไปจากคนอื่นและมีความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่อื่น ๆ นอกเหนือจากพ่อแม่ผู้ปกครองทำให้เด็กรู้จักสภาพความเป็นตัวแทนของเขาจากความสัมพันธ์ที่เขามีส่วนร่วมอยู่ (Dinkmeyer Dreikurs. 1963: 150-151)

ทฤษฎีพัฒนาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลของซัลลิแวน ได้กำหนดขั้นพัฒนาการจากพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างบุคคล และการเรียนรู้ที่เกิดจากตัวบุคคล กับสิ่งแวดล้อมเป็นระยะ ๆ ตามช่วงวัยของอายุ ดังนั้น การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมควรคำนึงถึงวัยและอายุของเด็กแต่ละบุคคล เพื่อส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถปรับตัวได้ดี เหมาะสมตามวัยในแต่ละช่วงอายุ

จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมข้างต้น สรุปได้ว่าพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยเกิดจากการเรียนรู้ประสบการณ์รอบ ๆ ตัว การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม ซึ่งสังคมของเด็กวัย 3-6 ปี เริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตนเองสามารถแสดงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ สามารถพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมให้เกิดการเรียนรู้ในการเข้าสังคม มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น รู้จักสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อน และปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

1.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

งานวิจัยในต่างประเทศ

วู๊ด (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 10; อ้างอิงจาก Wood. 1977: 4837) ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นที่ยอมรับของสังคม กับการมีอำนาจในสังคมของนักเรียนอนุบาลโดยใช้เด็กในโรงเรียนเอกชนจำนวน 25 คนเป็นกลุ่มตัวอย่างประชากรแยกเป็นเด็กชาย 15 และเด็กหญิง 10 คนที่ใช้ภาษาพูดเดียวกันเป็นคนระดับกลางเหมือนกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลแยกเป็น 2 ส่วนคือการมีอำนาจในสังคม ได้จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กแต่ละคนในช่วงที่เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเองรวมเวลาที่สังเกต คนละ 120 นาที ส่วนพฤติกรรมการเป็นที่ยอมรับในสังคม คือ การเป็นผู้นำและผู้ตามในกลุ่มเพื่อนการแสดงความภาคภูมิใจต่อเพื่อนและการแสดงออกทั้งรักและเป็นศัตรูกับผู้ใหญ่ส่วนพฤติกรรมที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน คือ การประจบผู้ใหญ่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ การใช้ผู้ใหญ่ให้เกิดอำนาจ และการแข่งขันในกลุ่มเพื่อน

บาร์-ทาล, และคนอื่น ๆ (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 10; อ้างอิงจาก Bar-tal; et al. 1982: 396-402) ได้ทำการศึกษาเชิงสังเกตพฤติกรรมการช่วยเหลือของเด็กปฐมวัยจำนวน 156 คนที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปีเด็กแต่ละคนได้รับการสังเกต 3 ครั้ง ๆ ละ 10 นาทีในระหว่างกิจกรรมการเล่นอิสระในการสังเกต ผู้สังเกตได้ลงรหัสพฤติกรรมการช่วยเหลือแต่ละอย่างที่เด็กแสดงออกมาไม่ว่าแสดงพฤติกรรมการช่วยเหลือนั้นจะเป็นพฤติกรรมที่เด็กได้แสดงออกมาจริง ๆ หรือแสดงออกมาในการเล่นแบบสร้างจินตนาการผลการวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้วการช่วยเหลือของเด็กไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุ แต่เด็กจะแสดงพฤติกรรมการช่วยเหลือในสถานการณ์ที่เป็นการเล่นแบบสร้างจินตนาการน้อยลง พฤติกรรมการช่วยเหลือจริง ๆ ออกมามากขึ้นและเด็กช่วยเหลือเพื่อนด้วยการปลอบใจในสถานการณ์จริง ๆ มากครั้งขึ้น แต่การช่วยเหลือด้วยการให้สิ่งของแก่เพื่อนในสถานการณ์จริงน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ชวาร์ช; และคนอื่น ๆ (กรรณิการ์ โยธารินทร์, 2545: 11; อ้างอิงจาก Schwarz; & others. 1974) ได้ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก 2 กลุ่มที่มีอายุระหว่าง 2-3 ปีกลุ่มละ 19 คนโดยใช้เด็กกลุ่มหนึ่งในศูนย์เด็ก (Nursery School) ที่ให้ประสบการณ์ทางสังคมและกระตุ้นการเรียนรู้จากการจัดสิ่งแวดล้อมและเด็กอีกกลุ่มเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านโดยเด็กทั้ง 2 กลุ่มมีภูมิหลังเหมือนกันหลังจากได้ศึกษาเป็นระยะเวลา 9 เดือน ผลจากการศึกษาปรากฏว่าเด็กที่อยู่ในศูนย์มีลักษณะของพัฒนาการทางกายภาษา และกล้าติดต่อกับบุคคลอื่นและกับผู้ใหญ่ ดีกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่เฉพาะที่บ้าน ทั้งนี้เพราะเด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กนั้นได้มีปฏิสัมพันธ์และใช้เวลาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กในวัยเดียวกัน 

งานวิจัยในประเทศ

วาสนา บุญจันทร์ (2539: บทคัดย่อ) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความสุภาพอ่อนน้อม และความมีระเบียบวินัยต่ำในการจัดกิจกรรมเน้นสื่อแบบไทยในกิจกรรมวงกลม กิจกรรมศิลปศึกษาและกิจกรรมเล่นตามมุม ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์ดังกล่าวมีพฤติกรรมทางสังคมด้านความอ่อนน้อมและความมีระเบียบวินัยสูงขึ้น

จิณณภัส ศรีทอง (2541: 56) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์มุมบล็อกแบบเต็มรูปแบบกับมุมบล็อกแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์มุมบล็อกแบบเต็มรูปแบบและมุมบล็อกแบบปกติ มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและความมีระเบียบวินัยสูงขึ้น

วราภรณ์ ปานทอง (2548: 61) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติธรรมประกอบการเล่นบทบาทสมมติ ผลการวิจัยพบว่าในแต่ละช่วงสัปดาห์เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมโดยเฉลี่ยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01

กาญจนา สิงหเรศร์ (2551: 72) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารแบบร่วมมือที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร

แบบร่วมมือ มีพฤติกรรมทางสังคมด้านการช่วยเหลือ การแบ่งปัน และการรับผิดชอบสูงขึ้น

ลักคะณา เสโนฤทธิ์ (2551: 69) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการศึกษา มีพฤติกรรมทางสังคม ด้านการช่วยเหลือ การแบ่งปัน และการยอมรับสูงขึ้น

จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพทางสังคมสามารถกระทำได้หลายแนวทาง โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมและดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข

2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

2.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

มีผู้กล่าวถึงความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

เลิศ อานันทนะ (2535: 44) กล่าวว่าศิลปศึกษา (Art Education) หมายถึงการนำกิจกรรมศิลปะมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นศิลปินหรือจิตรกร (Artist)

วิรุณ ตั้งเจริญ (2525: 28-29) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยแสดงความคิดสร้างสรรค์ ฝึกประสาทสัมผัส และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคมสติปัญญา รวมทั้งช่วยให้เด็กมีสุขภาพที่ดีเกี่ยวกับการกิน เล่น ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างถูกต้อง

เยาวพา เดชะคุปต์ (2528: 36-38) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กัน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน และมีโอกาสพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอ่าน

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยสามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ออกมาในลักษณะของผลงานแบบต่าง ๆ ตามวัยและพัฒนาการ โดยมิได้คาดหวังว่าเติบโตขึ้นจะต้องเป็นศิลปินหรือจิตรกร แต่ทั้งนี้กิจกรรมจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ได้ฝึกประสาทสัมผัส การใช้กล้ามเนื้อเล็กและเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ๆ

2.2 ความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีความสำคัญและให้ประโยชน์กับมนุษย์เป็นอย่างมากซึ่งมีผู้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ดังนี้

โลเวนเฟลด์ (บุศรินทร์ สิริปัญญาธร, 2541: 26; อ้างอิงจาก Lowenfeld. 1970: 29) กล่าวว่า ผลสะท้อนจากการทำงานศิลปะทำให้ทราบถึงการเจริญเติบโตของเด็ก สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เขาอยู่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็กและก่อให้เกิดการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์

ราศี ทองสวัสดิ์ (2529: 103-104) กล่าวว่า กิจกรรมสร้างสรรค์หรือศิลปะสำหรับเด็ก มิได้มีจุดมุ่งหมายให้เด็กทำงานเพื่อความสวยงามหรือทำให้เหมือนจริง แต่ต้องการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงการฝึกประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เพื่อเป็นพื้นฐานการเขียนที่ดี ตลอดจนช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจให้เด็กมีความเพียร อดทน มีสมาธิในการทำงาน และรู้จักรับผิดชอบการทำงานเป็นกลุ่มช่วยให้เด็กเรียนรู้การเข้าสังคมการแบ่งปัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาทำให้เด็กรู้จักคิด มีเหตุผลในการทำงานจึงควรให้กำลังใจใน การทำงานกับเด็กอย่างสม่ำเสมอให้เด็กเกิดความมั่นใจกล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างเต็มที่

วิรุณ ตั้งเจริญ (2535 ก: 241-244) กล่าวว่า ศิลปศึกษามีส่วนสร้างเสริมลักษณะนิสัยให้แก่เด็กปฐมวัยด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านการแสดงออก ศิลปะเป็นกระบวนการที่ต้องตัดสินใจเสนอความคิดตัดสินใจที่จะกระทำและแสดงออกมาตามความคิด

2. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งดูจะพร้อมมูลด้วยวิถีทางสำหรับการสั่งสมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย

3. เสริมสร้างลักษณะนิสัยด้านการจินตนาการสิ่งต่าง ๆ ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาย่อมเริ่มต้นด้วยการจินตนาการก่อนซึ่งเป็นเรื่องของการคาดหวังจะ ผลักดันไปสู่การคิดคำนึงที่กว้างไกล

4. สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านสุนทรียภาพ ผู้ที่มีสุนทรียภาพอยู่ในตัวจึงพร้อมที่จะรับรู้และซาบซึ้งต่อคุณค่าทางด้านต่าง ๆ ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว

5. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความประณีต ศิลปะต้องใช้ความพยายาม การสังเกตและความประณีตเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา

6. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการทำงาน ศิลปะเป็นการเริ่มต้นให้เด็กมีนิสัยรักการทำงานเป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติด้วยมือ ต้องอาศัยความรัก ความพยายาม เมื่องานเสร็จเด็กจะภูมิใจ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เขากระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นต่อไป

7. สร้างเสริมลักษณะนิสัยในการทำงานร่วมกัน การทำงานศิลปะจะต้องมีการพูดคุยปรึกษาหารือหยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ต่อกัน ปัจจุบันครูนิยมจัดกิจกรรมรวมกลุ่มซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กต้องคิดวางแผนและทำงานร่วมกัน

เบญจา แสงมล (2545: 63) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านสังคม ขณะเด็กเลือกกิจกรรมที่พอใจและรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามความสนใจที่คล้ายคลึงกันในการร่วมกระทำกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่ม เด็กจะรู้จักการแบ่งปันเครื่องมือเครื่องใช้ความคิดเห็น การตัดสินใจและการให้การยอมรับนอกจากนั้นยังเรียนรู้สิทธิความเป็นเจ้าของข้อคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะมีกิริยาสัมพันธ์ต่อกัน เรียนรู้การเป็นผู้นำผู้ตาม และเรียนรู้ความสำคัญของการร่วมมือกัน และควบคุมตนเองเด็กจะได้รับคุณค่าเหล่านี้หล่านี้เมื่อเด็กมีอิสระในการเลือกวัสดุและการใช้สิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองตามถนัด

เลิศ อานันทนะ (2535: 44-48) กล่าวถึง การที่เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้วยศิลปะที่เหมาะสม จะสามารถส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. พัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ การที่เด็กได้สำรวจทดลองค้นคว้ากับวัสดุนานาชนิดเด็กจะมีการแก้ปัญหา เลือกสรร ตัดสินใจ วางแผนลงมือกระทำจริง รวมทั้งการวิจารณ์และการประเมินค่าในผลงานที่ตนแสดงออกจนสำเร็จขึ้นมา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ได้ตอบสนองต่อลักษณะนิสัยของเด็กที่อยากรู้ อยากเห็น และยั่วยุ ท้าทาย ทำให้เด็กแสดงออกอย่างอิสระเสรีภายใต้บรรยากาศที่สนุกสนานเพลิดเพลิน

2. พัฒนาการทางด้านร่างกายส่งเสริมพัฒนาการการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กันระหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือและประสาทตาทำให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมีความแข็งแรงมีทักษะในการทำงานที่คล่องตัวดีขึ้น

3. พัฒนาการทางด้านอารมณ์ทำให้เด็กมีอารมณ์ชื่นบานสนุกสนานยิ่งเด็กประสบผลสำเร็จในงานที่ลงมือทำก็ยิ่งทำให้เด็กเชื่อมั่นในตนเองบนพื้นฐานของความรักและความรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองส่งผลให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถมองโลกที่สวยงามด้วยสายตาที่สวยงาม สดใส ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีงามต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

4. พัฒนาการด้านสังคมการจัดกิจกรรมทางด้านศิลปะเพื่อพัฒนาการทางสังคมให้แก่เด็กอย่างเหมาะสม ได้แก่ การจัดกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Group Process) ทำให้เด็กเรียนรู้และฝึกหัดด้านสังคมเช่น การวางแผนงาน หรือปรึกษาหารือ การร่วมมือร่วมใจการประนีประนอมแก้ปัญหาความขัดแย้ง ฯลฯ มีผลให้เด็กลดความต้องการของตนเองเมื่อต้องการอยู่ร่วมในการทำงานร่วมกับเพื่อนหรือพี่น้องของตนที่แต่ละคนมีความสนใจแตกต่างกันการ

จากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญาและสังคม โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสังคมซึ่งเด็กมีโอกาสสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อน ๆ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักให้ความร่วมมือมี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจแบ่งปัน ฝึกนิสัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และรู้จักรับผิดชอบรู้บทบาทหน้าที่ของตนและผู้อื่นสามารถปรับตัวทำงานและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเป็นกลุ่ม

งานวิจัยต่างประเทศ

คอมพ์ตัน (เสาวนีย์รื่นสุข. 2552: 37; อ้างอิงจาก Compton. 1968: 164-A) ศึกษา: กิจกรรมประเภทระดมสมองกับนิสิตมหาวิทยาลัยและสรุปผลการศึกษาไว้ว่า กิจกรรมประเภทระดมสมองสามารถเพิ่มความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์ได้

โรเจอร์ส (เพียงจิตโรจน์ศุภรัตน์, 2531: 36; อ้างอิงจาก Rogers. 1970: 121-122) กล่าวอ้างถึงผลการวิจัยที่พบว่า การทำงานกิจกรรมร่วมกับกลุ่มจะให้ผลส่งเสริมทางด้านจิตวิทยามากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการรับรู้ ทางด้านความรู้สึก มีการตระหนักถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นมากขึ้นยอมรับตนเอง พัฒนาในเรื่องของคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง และมีความมั่นคงยิ่งขึ้นในด้านทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น ได้แก่ การใช้อำนาจน้อยลง มีการยอมรับผู้อื่นมากขึ้น และมีความรู้สึกพึ่งพาซึ่งกันและกัน เชื่อในความสามารถของบุคคลมีการแก้ปัญหาโดยการทำงานเป็นกลุ่ม

แมรี่ (เสาวนีย์รื่นสุข. 2552: 37; อ้างอิงจาก Mary, 1981: 4603) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มในแง่ของความถี่ของพฤติกรรมและระยะเวลาของการปฏิสัมพันธ์และวิธีการเข้ากลุ่มเพื่อน รวมทั้งความรู้และการเข้ากลุ่มไม่ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 4 ปีจำนวน 40 คนเป็นชาย 20 และหญิง 20 คนวิธีศึกษาใช้เทคนิคสังคมมิติบันทึกพฤติกรรมขณะเด็กเล่นด้วยวีดีโอเทปคนละ 1 นาทีแล้วนำมาตีความ จากนั้นนำมาจัดเป็นประเภทพฤติกรรม ผลการวิจัยปรากฏว่าเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนมาก มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าใช้เวลาในการปฏิสัมพันธ์ยาวนานกว่าเด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนน้อย เด็กที่มีความสามารถในการเข้ากลุ่มเพื่อนจะใช้พฤติกรรมปฏิสัมพันธ์หลายวิธีและวิธี การที่เข้ากลุ่มแล้วไม่ได้ผลน้อยกว่าเด็กที่มีความสามารถน้อยกว่าและใช้พฤติกรรมทางบวกมากกว่า ส่วนเด็กที่มีความสามารถน้อยกว่า จะมีวิธีการทางลบมากกว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของวิธีการที่ใช้ในการเข้ากลุ่มเพื่อนในแง่ของวิธีการทางลบกับวิธีการที่ไม่ได้ผล 

งานวิจัยในประเทศ

สุนีย์รัตน์ ฤทธิ์ธงชัยเลิศ (2530: ฉ) ศึกษาผลจากการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ในการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กชั้นป. 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันผลปรากฏว่า 1) หลังจากการทดลองนักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์มีความเชื่อมั่นในตนเอง สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้เรียนโดยใช้กลุ่มสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงและต่ำของกลุ่มทดลองมีความเชื่อมั่นสูงกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนสูงและต่ำของกลุ่มควบคุม

จงใจ ชัยกิจ (2530: 122) ศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กระดับอนุบาลปีที่ 2 ที่เรียนวิชาศิลปศึกษาโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ กับการสอนตามแผนการจัดประสบการณ์ผลปรากฏว่านักเรียนที่เรียนวิชาศิลปศึกษาโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่เรียนศิลปศึกษาตามแผนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01

เพียงจิต โรจน์ศุภรัตน์ (2531: บทคัดย่อ) ศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ระหว่างเด็กปฐมวัยที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับเป็นรายบุคคล ผลปรากฏว่าความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นรายบุคคลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 และความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นรายบุคคลภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01

อารี เกษมรัติ (2533: 80-81) ทำการศึกษาผลการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มและกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ปกติที่มีต่อความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันและแบบรักทะนุถนอมพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันและแบบรักทะนุถนอม ที่ทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่าเด็กที่ทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 และ. 05

ทองคำ บุญประเสริฐดี (2535: 131-136) ศึกษาการทดลองใช้วิธีการกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาและความสามารถทางสังคมของเด็กระดับก่อนประถมศึกษาพบว่า 1) เด็กก่อนประถมศึกษาที่ได้รับการสอนโดยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มีความสามารถทางสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 2) เด็กก่อนประถมศึกษาที่มีระดับอายุต่างกัน เมื่อได้รับการสอนด้วยวิธีกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ความสามารถทางสติปัญญาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01

จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกิจกรรมเป็นกลุ่มสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมกลุ่มสามารถช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับผู้อื่น และเกิดพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เช่นพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ พฤติกรรมทางด้านสังคมโดยเฉพาะพฤติกรรมทางด้านสังคมเด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม ทำให้เด็กได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความเป็นผู้นำผู้ตาม รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือและวางแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

จากที่ศึกษามาทั้งหมดสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการวาดภาพต่อเติมจากภาพปะติดเป็นกลุ่มเป็นอีกแนวทางเลือกหนึ่งที่ให้เด็กได้ร่วมเรียนรู้การทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมศิลปะการวาดภาพต่อเติมจากรูปภาพปะติดที่กำหนดให้เป็นสื่อในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความสนใจพื้นฐานของเด็กในการวาดภาพต่อเติมตามจินตนาการของแต่ละคนผ่านกระบวนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เปิดโอกาสให้ร่วมพูดคุย แสดงความคิดเห็นและบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยการแสดงท่าทางที่เป็นมิตรต่อกัน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน รู้จักช่วยเหลือและแบ่งปันวัสดุอุปกรณ์ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้การปรับตัวเพื่อร่วมทำงานกับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยครูเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพทางสังคมที่ดีต่อกันในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ  ให้ประสบผลสำเร็จ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น